ฉันตั้งใจแน่วแน่ว่าอยากไปอีกครั้ง และอยากจะไปคนเดียวเพราะครั้งที่ผ่านมา พอเราไปหลายคน เราก็จะคุยกัน บางทีจะทำอะไรก็ไม่สะดวกต้องรอกันบ้าง เร่งกันบ้างเพื่อให้ทันเวลา ฉันจึงคิดว่า ไปคนเดียวดีที่สุด ฉันกลับจากอุดรฯ วันอาทิตย์ นั่งเครื่องมาลงที่สนามบินสุวรรณภูมิ และถึงบ้านประมาณเย็นๆ ฉันก็ตัดสินใจบอกอา และโทรไปบอกแม่ บอกยายให้ร่วมอนุโมทนาบุญ มันเป็นความบังเอิญมากที่วันจันทร์เป็นวันโกนพอดี คือถ้าคนที่อยากไปปฎิบัต7วัน ทางวัดกำหนดว่าต้องเข้าวันโกน ออกวันโกน ด้วยความที่ตัดสินใจเร็วมากแบบไม่ได้คิดล่วงหน้า จึงไม่ได้บอกใครเลยนอกจากคนในครอบครัว เลยโพสลงเฟสบุค เพื่อใครคนอื่นร่วมอนุโมทนาบุญด้วย(การอนุโมทนาบุญคือการยินดีเมื่อผู้อื่นทำความดี ผู้นั้นจะได้บุญด้วย) และเราต้องงดใช้เครื่องมือสื่อสาร
ฉันออกจากบ้านประมาณบ่ายๆ ไปคนเดียว ครั้งแรก ตอนนั้นฉันไม่ได้คิดอะไรในหัวเลย คิดแค่ว่าอยากไป อยากไปรู้ให้จริง และประกอบกับป็นช่วงปิดเทอมที่ว่างพอดี จึงไม่มีอะไรให้ต้องกังวลใจ ตอนแรกฉันไม่อยากเอาโทรศัพท์ติดไปด้วย เพราะกลัวว่าจะไม่มีสมาธิ ฉันต้องการตัดทุกอย่าง เพื่อให้ไม่เป็นอุปสรรคต่อการปฏิบัติ แต่เพราะอาเป็นห่วงจึงต้องพกติดตัวไป ฉันไปถึงที่วัดก่อนเวลาลงทะเบียน จึงไปหาอะไรทานที่โรงทาน แล้วมาลงทะเบียนตอน4โมงเย็น แต่ละคนจะได้รับชุดขาวสองชุด เข็มขัด กระเป๋าเล็กๆใส่ของสำคัญเช่นโทรศัพท์กับเงิน ส่วนขันน้ำ หนังสือสวดมนต์ก็แล้วแต่ใครจะหยิบ ฉันได้ที่พักเป็นอาคารหน้าเมรุ
ที่นอนเราจะเป็นดังภาพ หาได้มีความสะดวกสบายไม่ เรียกได้ว่า ไปฝึกความอดทนอย่างแท้จริงเราต้องเข้าไปรับศีลตอน6โมงเย็น ฉันเห็นว่ายังมีเวลา ฉันจึงนั่งอ่านหนังสือสีชมพู ด้านหลังจะมีวิธีการปฏิบัติเบื้องต้น ฉันอ่านจนจบ ถือเป็นการทวนความรู้ เพราะลืมไปบ้างแล้ว พอใกล้เวา ก็ไปอาบน้ำเปลี่ยนชุด เก็บของให้เรียบร้อย จากนั้นจึงเขาไปที่ศาลา1 เพื่อสวดมนต์ทำวัดเย็นแล้วเริ่มการปฎิบัติ วันสองวันแรกที่ไป ยังไม่สนิทกับใคร คนที่นอนข้างๆเราก็ไม่ได้คุย เพราะถือว่า ต้อง กินน้อย นอนน้อย พูดน้อย ทำความเพียรให้มาก
การปฎิบัตินั้น พระท่านจะให้แยกสำหหรับคนที่เคยมาแล้วให้ปฎิบัติชั้นสอง ส่วนคนที่ไม่เคยมาหรือมาครั้งแรก ให้ปฎิบัติชั้น1 โดยท่านจะสอนตั้งแต่เริ่มต้น การปฎิบัติสองวันแรก เป็นไปอย่างทุลักทุเล เพราะลืมว่าต้องทำยังไง อาศัยฟังเสียงพระอาจารย์สอนผู้ปฎิบัติใหม่จากชั้นล่างแทน แล้วก็ค่อยๆจับจุดได้เรื่อยๆ ตอนนจะเดินจงกรม หรือนั่งสมาธิ ฉันจะไม่ค่อยสนใจกระเป๋าใส่ของมีค่าของตัวเอง เท่าไหร่ เพราะฉันคิดว่า ฉันจะต้องไม่ห่วงมัน ถ้ามันจะหายก็หายไป ฉันละได้แล้ว แต่จริงๆแล้วฉันทำไม่ถูก
พระท่านพูดอย่างหนึ่งว่า “ทรัพย์สินของเรา ที่หามาได้ด้วยความยากลำบากนั้น ต้องรักษาไว้ให้ดี โทรศัพท์ เงิน เก็บไว้กับตัว ถ้าท่านไม่มีสติ ท่านจะรักษามันไม่ได้เลย” ฉันจึงเข้าใจแล้วว่า มันเป็นการฝึกสติอย่างหนึ่ง ของของเรา เราต้องรักษา อีกอย่างของที่เราได้มานี้ก็ไม่ใช่จากเงินของเรา จากเงินพ่อแม่ อา เราทั้งนั้น ถ้าฉันคอยมีสติ รู้ตลอดว่ากระเป๋านั้นยังอยู่ ฉันก็จะไม่ห่วงมัน แต่การที่ฉันทิ้งไว้ วางไว้แบบไม่ได้สนใจนั่นต่างหากที่จะทำให้ฉันกระวนกระวาย และไม่มีสติ หลงลืมว่าวางไว้ตรงไหน