ชีวิตผู้เขียน

ฉันเป็นคนจังหวัดสุรินทร์ บ้านฉันอยู่ในอำเภอที่ห่างจากประเทศกัมพูชาไม่มาก คนในหมู่บ้านโดยส่วนใหญ่จะพูดภาษาเขมร ซึ่งเป็นภาษาท้องถิ่น และหมู่บ้านที่อยู่ในละแวกนั้น ก็ใช้ภาษาลาว ไทย เขมร ส่วย ผสมกันไป ครอบครัวฉันมีทั้งหมด 5 คน พ่อ แม่ น้องชายสองคน และฉันเป็นพี่สาวคนโต บ้านเราทำการเกษตร ทำนา ทำไร่เหมือนชาวบ้านทั่วไป ตั้งแต่ฉันยังเป็นเด็ก แม่ก็พาฉันไปไร่ไปนา แม่จ้างพี่เลี้ยง(พี่ในหมู่บ้านที่รู้จักกันดี)ให้มาดูแลเราสามคน โดยให้เล่นกันอยู่ในกระท่อม หรือใต้ต้นไม้ใหญ่บ้าง บางทีทะเลาะกัน ร้องให้ลั่นป่าก็มี วิ่งไล่ตีกัน แบบไม่มีใครยอมใคร วันไหนที่แดดร้อนเราจะอยากไปว่ายน้ำในคลองมาก แต่ฉันไม่กล้าเล่น เพราะฉันว่ายน้ำไม่เป็น ได้แต่เอาขาจุ่มๆ แล้วก็ขึ้นมา มีอยู่ครั้งหนึ่ง วันนั้นฝนตกหนักมาก ฉันยังจำภาพนนั้นได้ดี วันที่เราสามคนไปหลบใต้รถไถ ซึ่งแทบจะไม่มีที่ให้หลบ เพราะต่อจากหัวรถไถที่เป็นเครื่องยนต์ ก็เป็นกระบะไม้ที่ต่อไว้นั่ง ซึ่งก็มีรูเต็มไปหมด บนนั้นก็เต็มไปด้วยดิน เศษใบไม้ ฉันและน้องนั่งอยู่ใต้กระบะไม้นั้น พร้อมเอากระสอบปุ๋ย(ที่ทำความสะอาดแล้ว)มาคลุมหัวไว้ แล้วน้ำที่ผ่านรูด้านบนกระบะรถไถ ก็ชะดิน เศษไม้ ไหลลงมาใส่หัวเรา ตอนนั้นฉันหนาวมากๆ ได้แต่คิดว่า เมื่อไหร่พ่อกับแม่จะมา ซึ่งท่านทั้งสองก็รีบมาแล้วหากระสอบปุ๋ยมาคลุมเราไว้อีก

บ้านฉันไม่ได้มีฐานะร่ำรวย พ่อกับแม่ทำงานหนักมาก ตั้งแต่ฉันจำความได้ แทบไม่เคยหยุดเลยด้วยซ้ำ แม้ว่าจะเป็นวันเสาร์ อาทิตย์ หรือวันหยุดนักขัตฤกษ์ใด ก็ไม่เคยหยุดทำงาน ในวันธรรมดาที่ฉันไปโรงเรียน พอกลัจากโรงเรียน ฉันชอบไปเล่นที่บ้านยาย ที่นั่นเด็กในละแวกนั้นจะมารวมตัวกันแล้วเล่นกันอย่างไม่อยากกลับบ้าน แม้จะเย็นแล้วก็ตาม ช่วงเย็นก่อนพ่อแม่จะกลับจากไร่ฉันต้องเป็นคนเสียบหม้อข้าวรอท่าน แล้วรอให้แม่กลับมา ค่อยทำกับข้าว บางทีฉันก็ขี้เกียจ เล่นจนลืมว่าต้องทำอะไร บางทีก็โดนแม่ตี ฉันกับน้องชอบมีปัญหากันเรื่องเกี่ยงกันทำ ด้วยความที่ฉันโตกว่า และเป็นผู้หญิง ฉันก็แทบจะต้องทำทุกอย่าง ฉันจึงไม่ค่อยชอบน้องเท่าไหร่ จะคิดว่าแม่ตามใจแต่น้อง ฉันเป็นเด็กเรียนไม่เก่ง พอนึกย้อนกลับไปก็แทบจำไม่ได้ว่าตอนประถมนั้นเรียนอะไรไปบ้าง อยู่ที่โรงเรียนฉันชอบช่วยครูที่โรงเรียนทำงาน ไม่ว่าจะเป็นซ่อมโรงเรือนต้นไม้ งานสวน งานขุด ตอกตะปู เลื่อยไม้ ฉันทำได้ทุกอย่าง จนได้รับเกียรติบัตรช่วยเหลืองานดีเด่นหลายปีซ้อน(แต่เรียนดีได้แค่ครั้งเดียว) ชีวิตก็ดำเนินมาเรื่อยๆ บางทีฉันก็จะมีคำถามกับตัวเองว่า ทำไมเราต้องทำงานหนักขนาดนี้ งานในไร่ งานบ้าน มันไม่สบายเลย แต่บางทีเราก็สนุกกับมัน แต่ไม่สนุกตรงที่เราต้องทำงานตากแดดที่ร้อนมากๆ ซึ่งอากาศที่ร้อนทำให้ฉันอารมณ์ไม่ดี

จนจบป.6 อา(น้องสาวพ่อ) มาขอให้ฉันไปเรียนที่กรุงเทพ แล้วท่านจะดูแลเรื่องค่าใช้จ่ายเอง พอได้คุยกับมื่เรื่องตอนนั้น ก็เข้าใจว่า แม่กลัวว่าจะส่งเราเรียนไม่ไหวเพราะยังมีน้องอีกสองคน เลยให้เรามาเรียนที่กรุงเทพ เพื่ออนาคตที่ดีกว่า ฉันสอบเข้าเรียนม. 1ที่โรงเรียนในกรุงเทพได้ ตอนแรกฉันปรับตัวแทบไม่ได้ ทั้งเรื่องการเดินทาง อาหารการกิน และเรื่องการอยู่กับอา ฉันกลัวอามาก ฉันไม่สนิทกับอา เพราะอาทำงานอยู่กรุงเทพ และอาก็ไม่ค่อยได้กลับไปที่สุรินทร์ ฉันรู้ว่า การมาอยู่บ้านคนอื่นฉันต้อง ทำงานบ้านทุกอย่าง ไม่ให้ขาดตกบกพร่อง ฉันเป็นคนขี้เกรงใจ พูดน้อย และไม่ค่อยมั่นใจในตัวเอง บางทีเวลาโดนอาบ่น ก็จะเงียบ ไม่ตอบโต้ ฉันไม่เคยเถียงอาเลยสักครั้ง บางอย่างที่ฉันไม่ค่อยชอบเวลาที่เขาทำ ฉันก็จะเก็บไว้ เหมือนเป็นเด็กเก็บกด อยู่บ้านฉันแทบจะไม่หัวเราะ แต่อยู่โรงเรียนกลายเป็นคนที่ทำให้คนอื่นหัวเราะได้ ฉันได้กลับสุรินทร์ทุกปิดเทอม ช่วงมอปลาย จะได้กลับไม่นานเพราะต้องเรียนพิเศษเพื่อเตรียมสอบ ความสัมพันธ์ฉันกับอาไม่ค่อยดีเท่าไหร่ ฉันไม่ชอบหลายอย่างที่เขาทำ แต่ฉันก็ไม่เคยพูดออกไป บางทีโดนว่าแล้วจะร้องให้ก็ต้องกลั้นไว้แล้วขึ้นไปร้องคนเดียวบนห้อง หรือไม่ก็โทรหาแม่ หรือเพื่อน ทุกครั้งที่โทรหาแม่ แม่ก็จะบอกให้กลับบ้าน ไม่ต้องอยู่แล้ว แม่ไม่อยากให้ฉันเป็นแบบนี้ ฉันรู้ว่าฉันทำให้แม่ทุกข์ใจมาตลอด6ปี ที่อยู่ที่กรุงเทพ แต่ฉันก็เรียนต่อ เพราะฉันไม่อยากยอมแพ้ ช่วงนั้นแม่เริ่มเข้าหาธรรมมะ เพราะได้ฟังจากวิทยุ แล้วแม่ก็จะชอบเอาเรื่องที่ได้ฟังจากพระท่าน มาเล่าให้ฉันฟัง ฉันก็ค่อยๆซึมซับมาเรื่อยๆ อย่างน้อยมันทำให้ฉันไม่เป็นคนก้าวร้าว หรือทำอะไรวู่วาม แม้ว่าใจอยากจะทำก็ตาม แม่เริ่มไปปฏิบัติธรรม และชอบฟังพระเทศน์ ทุกครั้งที่ฉันกลับสุรินทร์ แม่ก็จะเปิดให้ฟัง ตั้งแต่ตี5 แม่ตื่นตี5 เพื่อมาทำกับข้าว และจะเปิดพระเทศน์ฟังไปด้วย ฉันนอนอยู่ชั้นสองของบ้านแต่พอจะได้ยินเสียงวิทยุที่แม่เปิดทุกวัน อยู่ที่สุรินทร์ ฉันตื่นมาเจอกับความรัก ความห่วงใย ความอบอุ่น ซึ่งหาไม่ได้ตอนอยู่ที่กรุงเทพ