ปฏิบัติธรรม ณ วัดอัมพวัน

quote

พระอาจารย์ท่านให้เรากำหนดอิริยาบถย่อยในทุกๆการกระทำหมายถึง ตอนเราเดิน เราก็กำหนด เช่นว่า เดินหนอๆๆ ให้รู้ตัวว่าเดินอยู่ ตอนกินข้าว ตักข้าวขึ้นมา ตอนเคี้ยว ตอนกลืน ให้กำหนด ตักหนอ เคี้ยวหนอ กลืนหนอ เพื่อให้มีสติอยู่กับปัจจุบัน ตอนแรกฉันไม่เข้าใจว่าทำไมต้องทำ แต่ฉันทำเพราะฉันอยากรู้ว่า ถ้าฉันทำพระกรรมฐานได้ ชีวิตฉันจะเป็นยังไง มันจะดีเหมือนที่พระท่านบอกหรือไม่ เพราะฉะนั้น ฉันจึงเคร่งครัดทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นตอนกิน ฉันจะไม่มองใคร นอกจากกำหนดไปจนกินหมด ตอนเดิน ตอนแปรงฟัน ตอนนอน กำหนดดูการยุบ พองของท้อง เรียกได้ว่าถ้านึกออกตอนไหนคือกำหนดให้หมด พระท่านว่า มันเป็นการฝึกตัวเองให้เข้าสู่เป้าหมาย ในเมื่อเรามีเป้าหมายและวิธีการแล้ว เราเพียงแต่ต้องทำตามขั้นตอนนั้นให้ถูกต้องที่สุด แล้วผลลัพธ์จะเกิดขึ้นกับเรา และฉันก็เชืออย่างนั้น

อยู่ที่วัด หลังจากทานข้าวเสร็จในตอนเช้า และตอนเที่ยง ฉันจะมาช่วย ผู้ปฏิบัติคนอื่นๆที่ทานเสร็จก่อนล้างจาน เช็ดถาด เช็ดช้อน กวาดพื้นโรงอาหาร เช็ดโต๊ะ แล้วแต่ตำแหน่งไหนจะว่าง เพราะคนจะช่วยกันทำเยอะมาก ถ้าวันไหน ไม่มีที่ว่างให้เข้าไปทำ ฉันก็จะไปกวาดลานวัดบ้าง หรือมีครั้งหนึ่งที่ฉันไปซื้อผงซักฟอกมาขัดพื้นวัดร่วมกับคนอื่นๆ ด้วยความที่พื้นเป็นกระเบื้อง และตรงนั้นก็มีนก และลูกไม้หล่นลงมาทำให้พื้นสกปรก และคิดว่าอยากขัดให้สะอาด จะได้เป็นที่เจริญตาแก่ผู้มากราบสรีระหลวงพ่อ ซึ่งตั้งอยู่บริเวณนั้นพอดี และคิดว่า พระท่านเดินเท้าเปล่า ไม่ได้ใส่รองเท้าเหมือนเรา ถ้าทำให้สะอาดท่านจะได้เดินสะดวก ตอนนั้นมีคนขัดอยู่เกือบสิบคน เราทำกันแบบไม่ต้องมีใครมาไหว้วาน เราคิดว่าเราอยากทำเราก็จับไม้กวาด จับที่ขัดพื้นเลย สิ่งที่ฉันสัมผัสได้คือ ใจของทุกคนที่ทำตอนนั้น มีแต่ความสุข และปรารถนาดีต่อผู้อื่น เราสารถใช้เวลาระหว่างพักปฎิบัติไปนอนได้ หรือไปซื้ออะไรกินได้ แต่เราไม่ทำ เราเลือกที่จะทำตัวให้เป็นประโยชน์กับผู้อื่น และเป็นการตอบแทนวัด ที่ให้อาหารให้ที่พัก ให้บริการห้องน้ำ ให้เครื่องนุ่งห่ม และให้วิชาชีวิตแก่เรา บุญคุณนี้ต้องทดแทน บางทีฉันก็ไปล้างห้องน้ำ พระท่านบอกว่า คนที่สามารถล้างห้องน้ำให้คนอื่นได้ จะไม่ถือตัวอีกต่อไป(ฉันคิดว่ามันคืออีโก้ของคนนั่นเอง) จะอ่อนน้อมถ่อมตน ฉันจึงทำ เพราะฉันมีความเป็นตัวตนสูงมาก ฉันเสียใจเวลาคนมาว่า ซึ่งบางทีมันคือความจริง หรือฉันจะมีอีโก้ว่าฉันสามารถทำได้ ฉันไม่ต้องพึ่งใคร ฉันจะไม่ถามเพื่อนเพราะเพื่อนจะคิดว่าฉันโง่ แต่จริงๆแล้ว ฉันทำเองไม่ได้ ฉันควรจะยอมรับตัวเอง และลดความเป็นตัวตนลงมาบ้าง

card

ในส่วนของการปฎิบัตินั้น จะแบ่งเป็นสี่ช่วง ช่วงแรกคือ 4.00 -6.00 น. ช่วงสอง 8.00-11.00 ช่วงสาม 13.00-16.00 ช่วงสี่ 18.00 – 21.00 พอปฎิบัติช่วงเช้าเสร็จ ก็จะทานข้าวเช้า และจะมีผู้ใจบุญ มีของมาเลี้ยงผู้ปฏิบัติธรรม เช่น ปาท่องโก๋ น้ำเต้าหู้ ไอศรีม และขนมอื่นๆอีกมาก เมื่อฉันทานข้าวเสร็จ ฉันคิดว่าฉันอยากกิน แต่ในบทสวดก่อนทานข้าว นั้นบอกว่า เราจะบริโภคเพื่อประทังชีวิตเท่านั้น จะไม่บริโภคเพื่อบำรุงกิเลศ ฉันจึงถามตัวเองว่า ฉันหิว หรือว่าฉันอยากกันแน่ อีกอย่างฉันเพิ่งกินข้าวเสร็จ ขนมนั้นไม่จำเป็นเลย เราต้องมีสติตัดกิเลศตรงนี้ให้ได้ เก็บหน่วยกิตไปเรื่อยๆ และทุกครั้งฉันก็จะไม่กินขนมเพิ่ม เพราะเรามีแค่อาหารที่วัดให้ก็เพียงพอแล้ว ในขณะปฎิบัติ มีบางทีที่จิตใจออกไปข้างนอก คิดเรื่องอื่น แต่ก็ต้องพยายามเอาสติไปจับ และดึงจิตกลับมาที่ร่างกายของตัวเองให้ได้ ยิ่งเราดึงจิตกลับมาได้เร็วเท่าไหร่ สติเราก็จะดีขึ้นเท่านั้น สิ่งต่างๆไม่ว่าจะเป็นความคิดหรือภาพอะไรก็ตาม ฉันจะต้องรู้ตัวว่านั่นเป็นแค่สิ่งหลอกหลวง และพยายามเอาสติไปจับให้ได้ แต่มีสิ่งหนึ่งที่รับมือไม่เคยได้เลยคือความง่วง ซึ่งเป็นอุปสรรคมาก บางทีก็สัปหงก บางทีเวลาหมดไปแบบไม่ได้อะไรเลย แต่ฉันก็พยายามเอาชนะมันให้ได้ หลวงพ่อบอกว่า “การทำความดีต้องฝืนใจ ความดีทำยาก แต่ความชั่ว แค่ตามใจตัวก็ได้แล้ว” เพราะมันยาก และถ้าใครทำได้ มันจะน่าภูมิใจอย่างที่สุด ทุกการปฎิบัติในแต่ละรอบ ฉันจะประเมินว่า ฉันก้าวหน้าไปมากน้อยแค่ไหนจากรอบที่ผ่านมา และต้องแก้ไขตรงไหนให้ดีขั้น ต้องอุดรอยรั่วตรงไหน และพยายามทำให้ดีขึ้นในรอบถัดไป คิดว่าต้องดีอย่างน้อยสองรอบขึ้นไปจากทั้งหมดสี่รอบ พลาดได้อย่างมากสองรอบ PREVIOUS NEXT