กรรมฐานเปลี่ยนชีวิต

shrine

พอเปิดเทอม ฉันมาอยู่หอ ฉันคิดว่ายังไงฉันก็ต้องปฎิบบัติกรรมฐานต่อ ฉันจึงไปซื้อโคมไฟเล็ก มาเพือเปิดให้แสงสว่าง ตอนปฎิบัติ และต้องไม่รบกวนเพื่อนด้วย ฉันตื่นตีห้าเหมือนเดิม ทำทุกวัน สิ่งที่ฉันได้จากกรรมฐาน คือฉันรู้หน้าที่ของตัวเอง ตอนนี้ในหัวฉันมีแค่เรื่องเรียน ทำยังถึงจะเรียนดี ขยันขึ้น จากที่ไม่สามารถอ่านหนังสือได้เกินสองชั่งโมง ฉันสามารถอ่านได้ สี่ถึงห้าชั่วโมงแบบไม่พัก และไม่ล้า ไม่เหนื่อยง่าย เพราะใจมันดี มันนิ่ง มันสบาย ก็อยากนั่งอ่านอยู่อย่างนั้น ถึงแม้จะปวดหลังแค่ไหนก็ตาม เมื่อก่อนเวลาอ่านฉันจะปวดหลังอย่างมาก จนทำให้อ่านไม่รู้เรื่อง และต้องไปนอนยืดหลังบนเตียง แต่ตอนนี้ ความปวดไม่ได้ทำให้จิตใจฉันแย่ลง หรือไม่มีสมาธิกับการอ่านหนังสือ ปวดแค่กาย แต่ใจสบาย เท่านั้นเอง ฉันคิดแค่ว่าฉันจะต้องทำหน้าที่ของตัวเองให้ดี การเรียนคือหน้าที่ตอนนี้ ต้องไม่บกพร่องต่อหน้าที่ และฉันสามารถโฟกัสกับสิ่งที่อาจารย์สอนได้มากขึ้น คิดตามได้ ตอบได้ คิดต่อยอดได้ เพราะตอนที่นั่งเรียน ใจมันนิ่งมากอย่างที่ไม่เคยทำได้ ฉันคิดว่าคนเก่งกับคนไม่เก่งมันวัดกันตรงนี้ คนเก่งคือคนที่มีสติ อยู่กับสิ่งที่อาจารย์สอนได้ตลอดคาบแบบไม่คิดเรื่องอืน ถึงคิดแต่ก็ดึงสติกลับมาทัน เขาถึงจะจำได้ดี แต่คนที่ไม่เก่ง คือไม่มีสติ แต่เราไม่รู้ว่ามันเป็นเพราะอะไร ได้แต่บอกว่าก็เขาฉลาด เก่งอยู่แล้ว แต่จริงๆแล้วมันแยกกันที่สติดี หรือไม่ดี เมื่อก่อนฉันเคยแอบอิจจฉาคนที่เขาเรียนเก่งนะ แต่ตอนนี้ไม่แล้ว ฉันกลับชื่นชมพวกเขา อาจจะทำบุญในชาติที่แล้วมาดี หรือเก่งมาตั้งแต่ชาติที่แล้ว ชาตินี้เลยทำให้เขาเก่ง ขยัน ฉันนึกอนุโมทนาบุญอยู่ในใจด้วยซ้ำ ที่เขามีสติ และสมาธิดี และมันทำให้ฉัน ยิ่งต้องปฎิบัติกรรมฐาน ฝึกสติของตัวเองให้ดีขึ้นเรื่อยๆ เพราะฉันสามารถจะยกระดับจิตใจ และฐานะของตัวเองได้ในชาตินี้ รวมทั้งเป็นการสั่งสมบุญบารมีไปในชาติหน้า เพราะได้พิสูจน์ และรู้ได้ด้วยตนเองมาเล้ว

ความคิดของฉันต่อเพื่อนเปลี่ยนไป ฉันเข้ากับเพื่อนและคนอื่นได้ดีขึ้น ไม่คิดเล็กคิดน้อย เรามองคนในแง่ดีขึ้น เราปรารถนาดีต่อคนอื่น อยากให้คนอื่นมีความสุข เห็นใครทำความดีก็รู้สึกยินดีด้วย ฉันอโหสิในสิ่งที่เพื่อนทำไม่ดีกับฉัน เมื่อเรามองว่าคนอื่นดี เราก็จะเข้ากับใครก็ได้ เราไม่ต้องมีกำแพง ไม่ต้องมีคำถาม เพราะสิ่งที่เราควรปฎิบัติต่อเพื่อนคือความปราถนาดีต่อกัน ถ้าเราหวังดีต่อเขา มีหรือเขาที่ทำไม่ดีกับเรา การเชื่อเรื่องบุญ กรรม ชาตินี้ ชาติหน้า ไม่ใช่เรื่องงมงาย และใช้แค่สี่อย่างนี้เราจะอธิบายได้ทุกอย่าง ว่าทำไมคนนี้ถึงเป็นแบบนี้มันทำให้เราปลง และไม่ถือสากับการกระทำของเขา ที่เราเคยไม่ชอบ เขาก็เป็นของเขาแบบนี้เอง อย่างถ้าเราเห็นคนโดนฆ่า เราก็จะเข้าใจว่า มันเป็นเวรกรรมของเขา ชาติที่แล้วเขาเคยฆ่าใคร ชาตินี้เจ้ากรรมนายเวรเลยมาเอาคืน เราก็เหมือนกัน ชาติที่แล้วเราไม่รู้ว่าเราเคยทำกรรมอะไร กับใครไว้ และถึงแม้ว่าเขาจะตามมาเอาคืนในชาตินี้ เราก็ยินดี แต่ระหว่างนี้เราจะขอทำความดี เพื่ออุทิศให้เขา เพื่อให้เขาอโหสิกรรมให้เรา เพื่อให้เราได้อยู่บนโลกนี้ ใช้ร่างกายนี้ทำประโยชน์ให้ผู้อื่นได้ ก่อนจะจากโลกนี้ไป

การปฎิบัติธรรม(อย่างถูกต้อง) จะไม่ทำให้ชีวิตทางโลกแย่ลง แต่จะให้ให้ดีขึ้น การงานจะดีขึ้น เราจะคิดออกว่าเราจะต้องทำอะไร เราจะรู้หน้าที่ของตัวเองมากขึ้น เราจะทำสิ่งดีๆให้กับตัวเอง พาตัวเองไปในที่ดีๆ จิตใจอ่อนโยนมากขึ้น อ่อนน้อมถ่อมตนต่อผู้ใหญ่ ถ้าทำกรรมฐานได้ สิ่งเหล่านี้มันจะเกิดขึ้นเอง อัตโนมัติ ไม่ต้องมีใครมาบอก แต่เราบอกตัวเองได้ เราจะพูดในสิ่งที่ดี เพราะหลวงพ่อบอกว่า พูดดีเข้าใจง่าย พูดร้ายเข้าใจยาก ฉันไม่อยากพูดคำหยาบอีกต่อไป และพยายามมีสติก่อนพูด ฉันเคยคิดว่า ทำไมเราต้องกินเหล้า ทั้งที่มันไม่ดีต่อสุขภาพ และคิดว่า พอฉันโตขึ้น มีสังคมทำงานตอนนั้นฉันค่อยกินก็ได้ ถ้าจำเป็น คงไม่เป็นไร แต่ตอนนี้ฉันตั้งใจแล้วว่าฉันจะไม่กิน ฉันอยากรักษาศีล ถ้าเรารักษาศีล ศีลจะรักษาเรา

มีเรื่องมากมายเหลือเกินที่อยากจะบอกให้คนอื่นรู้ อยากให้เขาได้พบเหมือนกับเรา ถึงแม้ว่าฉันยังเป็นมือใหม่สำหรับการปฎิบัติ ทำได้บ้าง ไม่ได้บ้าง แต่ผลลัพธ์ที่มันเกิดขึ้นกับตัวฉัน เป็นสิ่งที่ฉันพิสูจน์ และรู้ได้ด้วยตนเองแล้ว และมันมีค่ามากเหลือเกิน ทำให้ฉันมีกำลังใจ ที่จะปฏิบัติต่อไป ฉันนึกถึงบุญคุณของหลวงพ่อทุกครั้งที่มีสิ่งดีๆเกิดขึ้นในชีวิต นึกขอบคุณท่าน ที่ท่านทำให้เราได้ชีวิตใหม่

ส่งท้าย“ ทุกวันนี้คนมองหาแต่บุญ ไปวัดทำบุญได้บุญกัน แต่ไม่ได้ธรรมะ ก็ได้แค่แปปเดียว กลับมาก็ทะเลาะกับคนในบ้านเหมือนเดิม แต่ถ้าท่านได้ธรรมมะ ท่าจจะอยู่เย็นเป็นสุข รักไคร่ปรองดองกัน จะไม่ทะเลาะกัน”

PREVIOUS